Holysai Say :

เปิดตัวเว็บหลักขายหูฟังของผมนะครับ
(ช่วงนี้และหลังจากนี้ไปผมจะเน้นอัพเดทที่เวบหลักผมเป็นหลักนะครับ)
เพื่อนๆท่านใดว่างๆก็แวะมาทักทายกันได้นะครับผม :D

www.holysai.com

 
 
 
 
.
 
คำถามหนึ่งที่หลายๆคนตอนหัดเล่นหูฟังต้องถามกัน ก็คงไม่พ้น

"พี่ครับ เบิรน์ (Burn-In) หูฟังควรทำอย่างไร ?"

"ก่อนเบิรน์ - หลังเบิรน์ มันแตกต่างกันมากไหม ?"

"การเบิรน์ คืออะไร ?"

วันนี้ก็เลยขอรวบรวมข้อมูล + คำถามที่หลายๆคนมาตอบเพื่อคลายข้อสงสัยกันนะครับ
 
บทความด้านล่างผมอ่านแล้วว่าน่าสนใจนะครับ ลองอ่านกันดู
http://www.pantip.com/tech/article/article.php?id=84

"burn-in" หูฟังคำถามยอดฮิตสำหรับคอ MP3
 

คลิกเพื่อดูภาพขนาดจริง
"burn-in" คืออะไร?
การ "burn-in" หรือที่มักเรียกติดปากคนไทยว่าการเบิร์นนั้นจริงๆถ้าจะเทียบก็คล้ายๆการ run-in รถยนต์ใหม่ให้เครื่องเข้าที่ครับ แต่หลายๆท่านจะเข้าใจว่าหูฟังนั้นเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า จะไปเทียบกับรถยนต์ไม่ได้ แต่จริงๆแล้วหูฟังจะมีพวกแผ่นไดอะแฟรมที่เคลื่อนไหวให้เกิดเสียงครับ การ "burn-in" หูฟัง หรือลำโพงนั้นก็คือการทำให้แผ่นไดอะแฟรมเหล่านี้เข้าที่เข้าทาง มีการให้ตัวตามที่ควรจะเป็นไม่ได้ตึงแน่นเหมือนกับตอนที่เขาประกอบมาจากโรง งานครับ ซึ่งเมื่อ "burn-in" เข้าที่เข้าทางแล้วคุณภาพเสียงที่ออกมาจากหูฟังก็จะไม่เปลี่ยนไปจากนั้นแล้ว ครับ เพราะไดอะแฟรมจะเข้าที่แล้ว

ถ้าจะ "burn-in" หูฟังหรือลำโพงควรจะทำอย่างไร?
การ "burn-in" นั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรครับ แค่ต่อหูฟัง หรือลำโพงเข้ากับแหล่งกำเนิดเสียง จะเป็นวิทยุ AM/FM หรือ CD หรือ MP3 ก็ได้ครับ แล้วก็เปิดให้มีเสียงออกมาจากหูฟังไปเรื่อยๆต่อเนื่อง เท่าที่อ่านดูจากหลายๆแห่งก็แนะนำให้ "burn-in" เป็นระยะเวลาสัก 100ชั่วโมงขึ้นไป หูฟัง หรือชุดลำโพงนั้นก็จะเข้าที่เข้าทางแสดงเสียงออกมาดูดีมีราคาขึ้นกว่าตอนที่ ซื้อมาครับ แต่ถ้าไม่อยากจะเปิดเพลงทิ้งให้หูฟัง "burn-in" ต่อเนื่องก็จะสามารถใช้ฟังเพลงตามปรกติไปเรื่อยๆได้ครับ ก็ถือว่า "burn-in" ได้เช่นกัน แต่แบบนี้กว่าจะ "burn-in" ได้ที่ก็ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าสักระยะหนึ่ง ดังนั้นหลายๆคนจึงเลือกที่จะ "burn-in" หูฟังทิ้งไว้ต่อเนื่องก่อนที่จะนำไปใช้งานจริงครับ นอกจากจะ "burn-in" ด้วยเพลง หรือสัญญาณเสียงจากวิทยุแล้ว บางท่านก็จะมีโปรแกรมสำหรับ generate คลื่นเสียงออกมาสำหรับ "burn-in" หูฟังโดยเฉพาะครับ ลองหาโหลดมาใช้ได้ ซึ่งผลที่ได้รับในท้ายสุดก็คือไดอะแฟรมจะถูกปรับสภาพให้เข้าที่เช่นกันครับ ก็เลือกวิธีตามสะดวกได้เลยครับ ส่วนระหว่างการ "burn-in" นั้นจะเอาหูฟังมาสวมฟังเพลงไปเลย หรือจะเอาไปยัดใต้โต๊ะก็ได้เช่นกันครับ

จำเป็นที่จะต้อง "burn-in" หูฟังให้เสร็จก่อนที่จะนำไปใช้จริงหรือไม่?
ไม่จำเป็นครับอย่างที่บอกไว้แล้วคือแล้วแต่สะดวก เพราะถึงแม้ว่าจะแกะกล่องออกมาแล้วใช้งานเลย ใช้ไปสักระยะนึงหูฟังก็จะเข้าที่เข้าทางเช่นกัน ก็เป็นการ "burn-in" ชนิดหนึ่งได้ แต่หลายๆคนอยากจะให้เสียงของหูฟังเข้าที่ก่อนที่จะนำมาใช้งานจริง ก็มักจะเลือกที่จะทำการ "burn-in" ก่อนนำมาใช้งานจริง แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่จำเป็นต้องลำบากครับ

จำเป็นหรือไม่ที่หลังจาก "burn-in" แล้วเสียงของหูฟังจะดีขึ้นกว่าตอนซื้อมาใหม่มาก?
ข้อนี้ก็ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ต้องแล้วแต่รุ่น หรือแล้วแต่หูฟังแต่ละตัวเลยครับ บางตัวที่ประกอบมาแล้วพอดีชิ้นส่วนต่างๆเกือบจะเข้าที่อยู่แล้วพอ "burn-in" เสร็จก็แทบจะไม่เห็นผลเท่าใดนัก แต่บางตัวที่ส่วนประกอบไดอะแฟรมค่อนข้างจะตึงมากพอ "burn-in" แล้วก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากอย่างเห็นได้ชัดครับ การ "burn-in" เป็นการทำให้หูฟังเข้าที่ตามที่มันควรจะเป็นเฉยๆ ไม่ใช่การทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นนะครับต้องเข้าใจในจุดนี้ ด้วย

การ "burn-in" นานเกินไปจะทำให้เกิดผลเสียหรือไม่?
การ "burn-in" นั้นอย่างที่บอกไว้คือการทำให้ชิ้นส่วนขับเสียงของหูฟังเข้าที่เข้าทางอย่าง ที่มันควรจะเป็น และเมื่อ "burn-in" ถึงจุดนั้นแล้วชิ้นส่วนต่างๆก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากนั้นแล้ว ฉะนั้นถึงจะ "burn-in" นานกว่าเดิมไปเท่าไรเสียงก็จะยังคงเหมือนจุดที่ "burn-in" เข้าที่พอดีครับไม่มีผลใดๆ

ระดับเสียงที่ใช้ระหว่าง "burn-in" ควรจะเป็นที่ประมาณเท่าใด?
ระดับเสียงที่จะใช้นั้นก็ประมาณที่เราใช้ฟังเพลงปรกติและสบายหูละครับ หรืออาจจะดังกว่าที่เราฟังปรกตินิดๆหน่อย เพราะถ้าเปิดเสียงดังมากไปอาจจะสร้างความเสียหายให้หูฟังเสียไปได้เลยครับ ดังนั้นเสียงไม่ควรที่จะดังมากไปครับ แต่ถ้าเสียงเบามากไปก็จะไม่ค่อยมีผลในการ "burn-in" เช่นกันครับ
 
 
เอาหละทุกท่านคงจะรู้เรื่องการเบิรน์หูฟังกันมากขึ้นแล้ว ต่อมาผมก็จะพูดถึงคำถามอื่นๆที่ในบทความไม่ได้กล่าวถึงกัน

คำถาม: ผมสามารถใช้คอมพิวเตอร์พวก PC หรือ Notebook ในการ Burnin ได้ไหม ?
www.holysai.com: ถ้าหากเป็นหูฟังจำพวก Inear หรือ Earbud ที่มีขนาดเล็ก รับไฟได้ค่อนข้างต่ำนั้น ผมไม่ค่อยแนะนำครับ
เพราะว่าไฟของ PC และ Nb นั้นค่อนข้างแรงกว่าเครื่องเล่นทั่วไป (จริงๆ Notebook ก็พอได้นะ แต่ส่วนตัวผมไม่แนะนำเท่าไรครับ)
ลองสังเกตุได้จากบางครั้งที่เอาหูฟังไปใส่แล้วมันเหมือนกระแสไฟฟ้าไหลผ่านหูเวลาใช้งานครับ
(แต่หูฟังบางรุ่น ที่มันเป็นพลาสติก หรือ ยาง อาจจะไม่ค่อยรู้สึกครับ )
คือถ้าหากไฟมันแรงมากเกินไป แล้วเปิดติดต่อกันเป็นะรยะเวลานานๆเนี่ย มันจะทำให้อายุการใช้งานสั้นลง + เสียงแตกได้ครับ
ดังนั้นในจุดนี้ผมแนะนำว่า "ไม่ควร" ครับ ควรใช้ MP3 , มือถือ  CD หรือเครื่องเล่นขนาดเล็กเบิรน์จะดีกว่าครับ

ถ้าหากเป็นหูฟังพวก Headphone ขึ้นไป อันนี้สามารถใช้กับ PC และ Notebook ได้ครับ
ดังนั้นแล้ว

คำถาม: คุณภาพไฟล์เพลง คุณภาพเครื่องเล่นมีผลกับการ Burn หูฟังไหม ?
www.holysai.com: มีส่วนครับ ยิ่งคุณภาพไฟล์ดีเท่าไร คุณภาพเพลย์เยอร์ดีเท่่าไร ยิ่งดีครับ(แน่ละ)
แต่ผมแนะนำแบบนี้นะครับว่า มันก็ไม่ได้จำเป็นถึงขนาดต้องใช้ไฟล์พวกนี้เบิรน์อย่างเดียวครับ
(ตัวผมเองยังใช้พวก .flac บ้าง หรือ MP320 kbps บ้าง หรือ บางครั้งก็ใช้พวก Lossless เบิรน์บ้างเลย)
ผมแนะนำแบบนี้นะครับว่า ถ้าเรายังเป็นมือใหม่ ยังไม่ระดับขั้นเทพ หูฟังตัวละหมื่นๆ ยังไม่ต้องกังวลในจุดนี้มากนักครับ
เราซื้อหูฟังมาเพื่อฟังเพลง ไม่ได้ซื้อมาเพื่อจับผิดเพลงครับ เอาแบบที่เราใช้แล้วสบายใจดีที่สุดครับ
(ที่พูดแบบนี้เพราะผมเองสมัยแรกๆก็กังวลมากกกนะ กลัวเบินผิดเสียงไม่เทพ ไม่คุ้มราคา 55555)
อย่าลืมนะครับ ถึงตอนเบินเราใช้ไฟล์เทพแค่ไหน แต่ทุกวันถ้าเรายังฟังไฟล์ธรรมดา มันก็ไม่ต่างหรอกครับ
เลือกที่มันเหมาะ และ สบายใจเราดีที่สุดแล้วครับ :D


คำถาม: เห็นไฟล์จำพวกสัญญาณวี้ๆๆๆๆ Burn In หรือ Defragment Sweep ที่บอกว่าล้างสนามแม่เหล็กมันดีไหม ?
www.holysai.com:
ประสบการณ์ส่วนตัวของผมจากลุกค้าท่านนึงนะครับ เขาใช้ไฟล์จำพวกนี้เิบิน ทำให้เบสอีกข้างมันรู้สึกมีปัญหา
(แรกๆก็ยังไม่รู้นะครับ ผมเปลี่ยนไปให้เขา 2 ตัว แล้วถึงได้ทราบว่ามันเป็นปัญหาจากการเบิน)
ไฟล์จำพวกนี้จริงๆเขามีไว้สำหรับเบิรน์ลำโพงครับ ไม่เหมาะกับใช้พวก Headphone หรอกครับ
ลองนึกง่ายๆดูนะครับ ดอกลำโพงลูกนึงใหญ่กว่ามือเราซะอีก แต่ไดรเวอร์หูฟังมันอันแค่ปลายนิ้วก้อยเอง - -*
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่แนะนำให้ใช้ไฟล์พวกนี้เบิรน์เด็ดขาดเลยนะครับ หลีกเลี่ยงไปจะดีกว่า
 
คำถาม: แล้วถ้างั้นใช้เพลงอะไรเบิรน์ดีที่สุดหละ ?
www.holysai.com:
โดยปรกติผมใช้เพลงในเครื่องผมเบิรน์เอานะ เพลงที่ผมฟังประจำ หลายๆแนวหน่อย ทั้งPop Jazz clasic hiphop

เลือกทีุ่คุณภาพไฟล์ดีๆซักหน่อย เสียงครบทุกย่าน เปิดทิ้งไปเรื่อยๆนั่นหละครับ

(จริงๆมีคนแนะนำว่า ควรใช้ CD เพลงที่กูรูเขาแนะนำกัน อันนี้ก็แล้วแต่ชอบครับ :D)
 
หรือจะให้เทพเลยก็ใช้ CD Player เบินเลยจะดีที่สุดครับ ^^"
(แต่ก็ไม่จำเป็นนะ เอาเป็นว่าถ้าใครมีเครื่องเล่น CD พกพา แล้วไม่ลำบากมันก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดครับผม)
 
ปล.แต่โดยส่วนตัวผม ผมชอบเปิดเพลงที่ตัวเองฟังประจำนะครับ มันรู้สึกคุ้นเคยดี ฮาๆๆ >_<
 

HOLYSAI:
ตอนนี้ผมเปิดเว็บไซท์ขายหูฟังอย่างเป็นทางการมาได้ก็ปีเศษแล้วนะครับ

http://www.holysai.com

ประกาศนี้ก็หมายถึงเงื่อนไขในการรับประกันสินค้าของทางเว็บไซท์ผมนั่นเอง
เพียงแต่ผมขอนำมาโพสที่นี่เพื่อสะดวกต่อการอ่านมากกว่านั่นเองครับ ^^"

มีปัญหาอะไรสงสัยสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกันเชิญได้ที่
O814540570 บอย
หรือ
holysaishop@hotmail.com เมล์มาได้เลยครับ

 
 
เปรียบเทียบ Sennheiser CX500 ของแท้ Vs. ของปลอม ภาค3
 
ผ่านไปก็ปีกว่าแล้วตั้งแต่ผมหัดเขียนบทความนี้ขึ้นมา (เวลาผ่านไปไวจริงๆ)
หูฟังปลอมๆเองก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกันครับ รุ่นใหม่ๆสมัยนี้เอง
ต่อให้เป็นผมเองถ้าไม่อัพเดทข้อมูลเรื่อยๆก็คงมีหวังถูกหลอกแน่ๆ ฮาๆ >_<

สัปดาห์ก่อนมีลูกค้าท่านหนึ่งส่งเมล์รูปๆนึงมาให้ผมดู แล้วถามผมว่าภาพนี้มันเป็นของแท้ไหม ?
(ฮั่นแน่...จะมาลองภูมิผมหรือเปล่านะ 55555)

ภาพที่ว่าลูกค้าส่งมาถามผมก็คือภาพนี้น่ะครับ

CX500.jpg (600×369) 
ส่วนด้านล่างนี้ก็คือภาพ CX500 ที่ผมขายอยู่นะครับ เพิ่งถ่ายสดๆร้อนๆเมื่อกี้เอง
(เอาหละ ผมยังไม่เฉลยนะครับ รอให้ทุกๆคนจับผิดภาพเองก็แล้วกัน :D) 
AAA.jpg (553×275)
 
 
 
 
 
 
 
 
คำเฉลยอยู่ด้านล่างนะครับผม ลองเปรียบเทียบดูกันก่อน ^___^"
 
 
 
 
 
 
ภาพด้านบน = ของปลอม
ภาพด้านล่าง = ของแท้ 
 
111aa.jpg (442×473)

จุดที่ต่าง มีดังนี้ครับ

ในวงสีเขียวๆนั้นสังเกตุที่เนื้อพลาสติกครับ
กล่องของแท้นั้นถึงแม้จะมีโอกาสบุบจากการขนส่ง (บ้าง) แต่ก็มีลักษณะค่อนข้างแข็งมากๆครับ
(ตอนผมหัดขายใหม่ๆนี่ตอนผมหัดแกะกล่อง มันคมถึงขนาด บาดนิ้วเลือดกระฉูดผมเลยนะ - -*) 
ฉนั้นแล้วกล่องของแท้นั้นจำไว้นะครับว่าคุณภาพ พลาสติกนั้นจะค่อนข้างแข็งไม่มีทางยุบได้ง่ายๆแบบอันบน
 
จุดที่สอง วงสีแดง
คำว่า >PET< ของปลอมนั้นจะมีลักษณะหนา และขรุขระกว่าของแท้ครับ (เปรียบเทียบดูนี่เห็นๆเลยนะ)
นอกจากนั้นจำไว้นะครับว่า คำว่า >PET< ของแท้นั้นจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก พอดีๆ ดังภาพ
ตัวษรของคำว่า >PET< ของแท้นั้นจะไม่หนามากนัก และไม่มีวันที่จะขรุขระเด็ดขาดครับ !!

จุดสุดท้าย วงสีน้ำเงิน
อันนี้สำคัญที่สุดครับ ขอให้ Memo ไว้เลยนะครับนักเรียน ฮาๆๆ
จริงๆเรื่องนี้ผมเองก็เพิ่งรู้ตอนขายมาได้ซักระยะเช่นกันนะครับ ดังนั้นในรีวิวก่อนๆผมจึงไม่ได้ีระบุไว้
สังเกตุกระดาษสติ้กเก้อร์ที่เป็นเลข 0 3 2 8 นี่ไว้นะครับ จริงๆแล้วมันคือเลข Lot สินค้าครับ
เลขนี้จะมีโอกาสซ้ำกันก็ต่อเมื่อ สินค้าเป็นลอทเดียวกันครับ ปรกติแล้วจะไม่มีทางซ้ำกันเด็ดขาด
(แน่นอนว่าของปลอมมันไม่มีลอท ดังนั้นส่วนมากจะไม่แปะเจ้านี่ไว้เลย ไม่ก็เป็นลอทเดียวกันหมดครับ)
ดังนั้นของแท้จะต้องมีตัวเลขที่ต่างครับ (เว้นเสียจากมาลอทเดียวกันครับ) หรือไม่ก็ของปลอมครับ

วิธีสังเกตุจุดนี้ไม่ยากครับ ขอดูสินค้ายี่ห้อ Sennheiser สีอื่น หรือ รุ่นอื่นจากทางผู้ขายครับ (ฮาๆ)
เพราะว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ที่สินค้าทุกรุ่น ทุกสีของเขา จะเลขตรงกันเด็ดขาดครับผม
(ยกตัวอย่างเช่น ปรกติแล้วสีที่ขายดีๆก็เช่นดำ และสีที่ขายยากๆก็เช่นสีขาว มันมักจะหมดไม่ตรงกันครับ)
ยิ่งถ้าหากมันเป็นคนละรุ่นอย่าง CX400 หรือ MM50 มันไม่มีทางที่จะตรงกันได้หรอกครับ ฟันธงเลย
 

อย่างด้านล่างนี่คือสินค้าของผมนะ
2.jpg (366×302)

ซ้ายบนสุด : CX400 (Precision 2 ) รหัสลอท = 0388
ขวาบนสุด : MM50 รหัสลอท =0368
ด้านซ้ายกลาง : CX500 รหัสลอท = 0328
ด้านขวากลาง : CX500 รหัสลอท =0428
ด้านซ้ายล่าง : CX500 รหัสลอท =0428
ด้านขวาล่าง : CX500 รหัสลอท =0368

เห็นไหมครับ โอกาสตรงกันจะต่ำมาก อย่าง CX500 เองก็จะมีรหัสลอท 0328,0428,0368 ไม่ซ้ำกัน
(โอกาสซ้ำกันก็มีครับ แต่ต่ำมาก และมักจะมาจากสีเดียวกันที่มาพร้อมกันเท่านั้นครับ)

เห็นไหมหละครับ สินค้ายี่ห้อ Sennheiser ส่วนมากมักจะมีสติ้กเก้อร์เลขลอทที่ว่านี่แปะตลอดน่ะครับ
ถ้าหากท่านไม่เชื่อที่ผมพูด (ฮาๆ) ทุกๆท่านก็ลองแวะไปร้านหูฟังใหญ่ๆ(ที่เชื่อถือได้นะ)
หรือถ้าจะให้ชัวร์เลย ก็ร้าน Istudio สาขาต่างๆ ลองแวะไปโฉบแถวๆชั้นวาง Sennheiser
แล้วผลิกดูที่ล่างกล่องดูนะครับ ว่าทุกๆตัวมันมีเลขลอทที่ว่านี้หรือเปล่า ? 
 
ปล.โดยรวมแล้วถึงของปลอมจะพัฒนาขึ้น แต่มันก็ยังคง "ขาดความใส่ใจ" และ "คุณภาพการผลิต" อยู่ดี
เพราะของปลอมนั้นมักจะปั้มมาจากโรงงาน โดยเน้นที่จำนวน ต้นทุึนต่ำ ไม่ได้สนใจคุณภาพเลยนั่นเองครับ


 
 
 



HOLYSAI:
ตอนนี้ผมเปิดเว็บไซท์ขายหูฟังอย่างเป็นทางการมาได้ก็ปีเศษแล้วนะครับ

http://www.holysai.com

ประกาศนี